ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

นาปรัง คือ

นาปรัง คือนาข้าวที่ต้องทำนอกฤดูทำนาเพราะในฤดูทำนา น้ำมักจะมากเกินไป  ซึ่งข้าวที่ใช้ทำนาปรังจะเป็นข้าวที่แสงไม่มีอิทธิพลต่อการออกดอก ซึ่งเรียกว่า “ข้าวนาปรัง” หรือ “ข้าวไม่ไวแสง” ซึ่งเป็นข้าวที่ออกตามอายุ ไม่ว่าจะปลูกเมื่อใด พอครบอายุก็จะเก็บเกี่ยวได้
  นาปีนาปรัง

   1.ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการทำไร่ทำนาเป็นส่วนใหญ่ ดินแดนพื้นที่ที่เพาะปลูกย่อมมีความสำคัญ นั่นหมายถึงหากพื้นที่ดินดำมีธาตุอินทรีย์อุดมสมบูรณ์ พืชผลย่อมเติบโตงอกงามให้ดอกผลอย่างเต็มที่ แต่หากดินขาดสารอาหาร ดอกผลก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ชาวนาไทยมีการทำนาสองแบบ คือ การทำนาในช่วงที่เหมาะสมคือฤดูฝน ซึ่งมีฤดูนี้ปีละครั้ง เรียกว่า นาปี ส่วนการทำนาในฤดูอื่นเพิ่มขึ้นคือทำในฤดูแล้ง จึงเรียกว่านาปรัง
ผลผลิตจากนาปีและนาปรังอาจไม่เหมือนกัน เนื่องจากนาปีเป็นการทำนาปีละครั้ง ฉะนั้นเนื้อดินรวมทั้งสารอาหารน่าจะได้รับการเพาะบ่มบำรุงมาอย่างพอสมควร ขณะที่การทำนาปีละสองครั้งอย่างนาปรัง เนื้อดินเดิมย่อมขาดธาตุอาหารไปและไม่ได้รับการบำรุงมากพอ ผลผลิตเมื่อเทียบกับนาปีแล้ว น่าจะมีคุณภาพน้อยกว่า
ด้วยเหตุนี้ สินค้าที่มีคุณภาพย่อมเป็นที่ต้องการมากกว่าการเร่งผลผลิตให้ออกมาเป็นจำนวนมาก

2.ในเรื่องของการทำงาน การศึกษาคงไม่แตกต่าง ดอกผลแห่งสิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดจากการเพาะปลูกบางอย่างลงในสมองและหัวใจของคนเรา
หากมีปัจจัยที่เหมาะสม ย่อมผลิตชิ้นงานได้ดี ย่อมร่ำเรียนได้ความรู้ตามที่ต้องการ
การรีบเร่งทำงาน รีบเร่งท่องหนังสือบางครั้งก็เหมือนการเร่งเพาะปลูกพืชผลในเนื้อดิน ยิ่งคาดหวังให้ดอกผลเติบโตไวๆ เท่ากับไม่มีการบำรุงเนื้อดินให้มีสารอาหารมากพอ
การมุมานะทำงานอย่างหนัก ทำให้เนื้องานออกมาไม่มีคุณภาพดีพอได้ ปัจจัยเหมาะสมที่สำคัญคือ  งานบางชิ้นต้องอาศัยเวลา การหมกมุ่นเคร่งเครียดเกินไปมิใช่คำตอบ เช่นเดียวกับการศึกษาที่แท้จริงคือการครุ่นคิดใคร่ครวญด้วยตนเอง มิใช่เพียงอาศัยความจำ เป็นมากกว่าการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ภายใน
การปลดปล่อยจิตใจให้ว่าง ไม่ครุ่นคิดต่อปัญหาเรื่องใด จึงเป็นการเปิดพื้นที่สมองให้ว่างสำหรับพืชพันธุ์ใหม่ๆ ได้มีโอกาสเจริญเติบโต ควรบำรุงสมองด้วยการหยุดนิ่งจากการคิด การคำนึงเรื่องใด เนื่องจากเราได้เติมข้อมูลที่จำเป็นต่อเรื่องนั้นมากพอแล้ว ขั้นต่อไปคือหน้าที่สมองในการจัดระเบียบและเปิดพื้นที่ว่างสำหรับการสร้างสรรค์ใหม่ๆ

งานสร้างสรรค์จึงไม่อาจเร่งรีบได้ แต่มิใช่ไม่ดำเนินการอะไรเลย เพียงแต่กระทำในเบื้องต้นเรียบร้อยก่อน จากนั้นก็หยุดคิด....การหยุดคิดเป็นเหมือนดั่งการก้าวพ้นกรอบแห่งข้อมูลทั้งหลายในสมอง เพื่อให้เราได้หยั่งถึงความจริงรอบด้านของสิ่งนั้น การหยุดคิดซึ่งก็คือความว่างกับการรอเวลาเพาะปลูกที่เหมาะสมจึงเป็นอันเดียวกัน
เนื้อดินดี ผลผลิตย่อมดีตาม และปัจจัยรอบด้านอำนวยดีด้วย การหยุดคิดก็เป็นการบำรุงเนื้อดินของเรา และหากมีปัจจัยที่เหมาะสม ย่อมก่อเกิดผลตามมาที่งอกงามสมบูรณ์เช่นกัน.






ความคิดเห็น